“Mega Water” 1.6 แสนล้าน! เปิดแผนคลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย ตัดยอดน้ำเหนือ ลดเสี่ยงน้ำท่วม กทม.

สถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ทำให้มวลน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น จนเขื่อนเจ้าพระยาต้องเพิ่มการระบายน้ำสูงสุดประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าสถานการณ์ครั้งนี้ยังแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 เนื่องจากปริมาณน้ำและการบริหารจัดการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในแนวทางระยะยาวที่ถูกจับตามองคือโครงการ “คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” หรือ Mega Water วงเงินประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพในการผันน้ำจากพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาออกสู่ฝั่งตะวันออก ก่อนระบายลงสู่อ่าวไทย เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านพื้นที่ตอนล่างและกรุงเทพมหานคร

ทำไมต้อง “ตัดยอดน้ำ” ก่อนถึง กทม.?

ปัจจุบันกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก ยังมีข้อจำกัดด้านกายภาพและระบบระบายน้ำ หลายพื้นที่มีลักษณะเป็น “แอ่งกระทะ” ทำให้ต้องอาศัยการสูบน้ำเป็นทอด ๆ ขณะที่ท่อระบายน้ำในซอยย่อยรองรับฝนในระดับการเกิดซ้ำประมาณ 2 ปี และคลองหลักรองรับประมาณ 5–10 ปี

หากเกิดฝนตกหนักสะสมเกิน 300 มิลลิเมตร ในช่วงเวลาหนึ่ง ระบบระบายน้ำจึงอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขัง

แนวคิดของ Mega Water จึงเป็นการ จัดการน้ำตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการเพิ่มเส้นทางระบายน้ำ เพื่อไม่ให้มวลน้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่พื้นที่ตอนล่างพร้อมกัน

Mega Water เพิ่มศักยภาพผันน้ำเท่าไร?

โครงการคลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย จะช่วยเพิ่มความสามารถในการผันน้ำออกทางฝั่งตะวันออกจากเดิมประมาณ 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

โดยมีเป้าหมายช่วย ตัดยอดน้ำหลากที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ระบบดังกล่าวจะทำงานร่วมกับแผนปรับปรุงการระบายน้ำฝั่งตะวันออก เพื่อส่งน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยอาศัย แรงโน้มถ่วง ลดการพึ่งพาระบบสูบน้ำ

ปีนี้ยังไม่ซ้ำรอยน้ำท่วม 2554

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบว่า ปี 2554 ปริมาณน้ำที่สถานี C2 จังหวัดนครสวรรค์ เคยสูงถึงประมาณ 4,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ปีนี้คาดว่ายอดน้ำสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันมีการควบคุมทิศทางการไหลและผันน้ำออกจากพื้นที่มากขึ้น ทำให้สถานการณ์ยังไม่อยู่ในระดับเดียวกับมหาอุทกภัยปี 2554

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำและตัดยอดน้ำตั้งแต่ต้นทาง ยังคงเป็นโจทย์สำคัญในการรับมือฝนตกหนักและความแปรปรวนของสภาพอากาศในอนาคต

Mega Water จึงถูกจับตามองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มุ่งเปลี่ยนจากการ “รอระบายน้ำเมื่อท่วม” ไปสู่การ “ตัดยอดน้ำก่อนถึงพื้นที่เสี่ยง” ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงด้านการจัดการน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในระยะยาวค่ะ

Cr. bangkokbiznews

Exit mobile version