สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอล ในช่วงปี 2025–2026 ทำให้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกกลับมาอยู่ในภาวะเสี่ยง หลังอิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก
ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33.8 กิโลเมตร ทำให้เป็นคอขวดที่เปราะบางต่อการคุกคาม หากเกิดการปิดกั้นหรือการเดินเรือหยุดชะงัก นักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% จากระดับปัจจุบัน โดยประเทศในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
แม้จะมีท่อส่งน้ำมันบางส่วนที่สามารถเลี่ยงช่องแคบได้ แต่กำลังขนส่งทดแทนมีเพียงประมาณ 13% ของปริมาณทั้งหมด จึงไม่สามารถชดเชยเส้นทางหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง วิกฤติครั้งนี้อาจกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าในประเทศ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐอาจต้องเร่งบริหารสำรองพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า และผลักดันพลังงานทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว
.
รู้หรือไม่? การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็น 20% ของความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลก
ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งเฉลี่ยถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน
หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของการบริโภคทั่วโลก
.
ทั้งนี้ จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ อยู่ที่การเป็นคอขวดแคบเพียง 21 ไมล์ หรือ 33.8 กิโลเมตร จึงทำให้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่เสี่ยงต่อการถูกคุกคามได้ง่าย
.
แล้วจะเกิดอะไร ถ้าช่องแคบนี้ถูกปิด?
.
1. ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงเกิน $120 ต่อบาร์เรล
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการปิดช่องแคบ
อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% จากราคาปัจจุบัน
.
2. เอเชีย โดนผลกระทบหนักสุด! น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวส่วนใหญ่
ถูกส่งไปยังตลาดจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
.
3. ท่อส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ มีกำลังการผลิตน้อย ส่งน้ำมันได้เพียง 13% ซึ่งไม่สามารถทดแทนเส้นทางหลักได้เลย